วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จีน : ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การเปิดประเทศในสมัยราชวงศ์แมนจู สงครามฝิ่น

ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในจีนตั้งแต่คริสตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เช่น โปรตุเกส สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สอนศาสนา นักเดินทางท่องเที่ยว พ่อค้า ชาวตะวันตกยต้องยอมรับ ประเพณีเกาเตา”  (Tow Tow) แสดงความคารวะแบบต่อองค์จักรรพรรดิ  ต้องยอมรับว่าจีนเป็นศูนย์กลางของการปกครอง จักรพรรดิเป็นผู้ปกครองสูงสุดของสากลโลก ผู้ที่จะติดต่อสัมพันธ์กับจีนจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ ชาวต่างชาติต้องยอมรับว่าประเทศจีนเป็นอาณาจักรกลาง จักรพรรดิของจีนเป็นผู้ปกครองสูงสุดของสากล
นอกจากนี้พวกพ่อค้าชาวจันจะไม่ยอมรับพวกพ่อค้าต่างชาติคือ
-          พ่อค้าตะวันตกไม่แสดงการคารวะหรือแสดงควานอบน้อมต่อชาวจีน
-          ชาวจีนคิดว่าอาชีพพ่อค้าเป็นอาชีพที่ต้องต่ำ จึงไม่ยกย่องพ่อค้าชาวต่างชาติ นอกจากนี้พ่อค้าชาวโปรตุเกสยังเปลี่ยนสภาพจากพ่อค้าเป็นโจรสลัดสร้างความอัคติแก่ชาวจีนเป็นอย่างมาก
-          พ่อค้าต่างชาติเข้ามาทำลายวัฒนธรรมของจีนนำไปสู่สงครรามในที่สุด
ในปี ค.ศ. 1699  อังกฤษได้เริ่มเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองแคนตอน แต่ไม่ได้รับการต้องรับจากจีนเท่าใดนัก ชาวจีนสร้างระบบการค้าที่เอาเปรียบต่างชาติมากมายเช่น
-          สมาคมพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้กำหนดอัตราภาษีซึ่งไม่เป็นระบบและอัตราตายตัวที่ไม่แน่นอน
-          ให้พ่อค้าชาวตะวันตกค้าขายกับจีนเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
-          การค้าต้องผ่านสามาคมพ่อค้าเท่านั้น
-           เปิดเมืองท่าค้าขายจำนวนจำกัด
-          ระบบการศาลจีนไม่มีความยุติธรรม การลงโทษแบบป่าเถื่อน
อังกฤษขาดดุลการค้ากับจีน เนื่องจากจีนไม่ยอมชื้อสินค้าจากอังกฤษ ในขณะที่สินค้าของจีนกับเป็นที่ต้องการของยุโรป  เช่น หยก เครื่องเทศ ใบชาผ้าไหม อังกฤษได้แก้ไขโดยการนำฝิ่นเข้ามาขายให้กับชาวจีน จนจีนต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้เกิดสงครามในเวลาต่อมา

การเปิดประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ชิง
การค้าฝิ่นเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้จีนต้องเปิดประเทศต่อชาวยุโรปและเปลี่ยนสภาพจากการเป็นอาณาจักรกลางมาเป็นประเทศกึ่งอาณานิคมในสมัยต่อมา สงครามกับอังกฤษนำความสูญเสียอันยิ่งใหญ่กับจีนคือสงครามฝิ่น ค.ศ. 1839 และ จนนำไปสู่สนธิสัญญาการเปิดประเทศที่จีนเสียเปรียบ คือสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) ส่งผลต่อจีนคือ
-          จีนต้องสูเสียเกาะฮองกงให้กับอังกฤษ และต้องเปิดเมืองท่าอีก 5 เมือง ได้แก่ แคนตอน เอหมึง ฟูจา นิงโป และเซี่ยงไฮ้ ให้เป็นเขตสัมปทานในการดูแลของอังกฤษ
-          ต้องสูญเสียสิทธิสภาพนองอาณาเขตให้กับชาวตะวันตก
-          สูญเสียอำนาจในการกำหนดอัตราภาษี ทั้งนี้จะมีการกำหนดอัตรภาษีที่แน่นอนคือ 2.5 % การแก้ไขต้องได้รับการยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย
-          เมื่อจีนทำสัญญากับประเทศใด อังกฤษจะได้รับผลประโยขน์ตามที่ประเทศนั้น ๆ ทำสัญญาด้วย
ต่อมาในปี ค.ศ. 1857 ได้เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้น คือสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เกิดสนธิสัญญาเทียนสิน ในปี ค.ศ. 1860 ส่งผลต่อจีนคือ
-          เปิดเมืองท่าตามลุ่มแม่น้ำแยงซีให้แก่ชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น
-          จัดสถานที่พำนักให้กับราชทูตในปักกิ่ง ซึ่งในสมัยก่อน ราชทูตจะพำนักนอกเมืองตามที่จีนจัดไว้ให้
-          อนุญาตให้ชาวยุโรปเดินทางโดยเสรีในแผ่นดินจีน
-          จีนต้องชดให้ค่าปฏิกรรมสงครามากมาย
สงครามเรือแอร์โร (Arrow War) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1856 -1860 ถ่อว่าเป็นสงครามที่สืบเนื่องจากสงครามฝิ่น ทำให้จีนต้องเปิดประเทศทำให้ความรู้และวิทยาการตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศจีนมากมาก รวมทั้งแนวคิดประชาธิปไตยอันนำไปสู่การปฏิวัติประเทศจีนในภายหลัง
โดย กิตติยา อ่อนศรี

ความเจริญของราชวงศ์ชิง

ราชวงศ์ชิง (ต.ศ.1644 – 1912) หรือแมนจูถือเป็นราชวงค์ต่างช่าติที่ ๒ ที่เข้ามาปกครองจีน ชาวแมนจูเลียนแบบจีนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และศาสนา ผู้นำคนแรกคือ นารูชิ ราชวงศ์ชิงถือว่าเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดราชวงศ์หนึ่งของจีนซึ่งสามารถปกครองจีนได้อย่างยาวนาน  ความเจริญของราชวงศ์ชิงสรุปได้ดังนี้

การปกครอง
กษตริย์ทุกประองศ์ปกครองในระบอบอัตตาธิปไตย คือบริหารงานทุกอย่างด้วยพระองค์เองทั้งนโยบายภายในและภายนอกประเทศ ข้าราชการในราชสำนักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันได้แก่ ผู้ที่สืบเชื้อสายจากนารูชิ ข้าราสชการฝ่ายบริหารและฝ่ายพลเรือน ทหารประจำกองธง (Banner System) มีการแบ่งการปกครองดังนี้
รัฐบาลส่วนกลาง จักรพรรดิมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มีราชเลขาธิการให้คำแนะนำ  คณะรัฐมนตรีอีก  6 คนรับสนองพระราชโองการ
รัฐบาลส่วนภูมิภาค มีการเพิ่มจำนวนจังหวัด เขต อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านให้มากขึ้นกว่าราชวงศ์หมิง กำหนดผู้ดำรงตำแหน่งเป็ฯข้าหลวงจะต้องเป็นชาวแมนจู ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็ฯชาวจีน เป็ฯการถ่วงอำนสจซึ่งกันและกัน มีการนำระบบชนชั้นใช้ โดยชาวแมนจูเป็นชนชั้นที่สูงที่สุด
เศรษฐกิจ
การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพคือ มีการนำระบบการเก็บภาษีที่เรียกว่า ระบบรวบยอดและ ระบบการเก็บภาษีที่เรียกว่า ระบบหลี่เจีย”  เพื่อประโยชน์ในการสำรวจจำนวนประชากร ควยเตือนผู้เสียภาษีแทนการส่งหมายเรียก  ภาษีมีทั้แร่เงิน และผลผลิตทางการเกษตร
สังคม
ใช้มาตรการกีดกันชาวจีนออกไปจากสังคมแมนจูเพื่อไม่ให้เกิดการกลืนชาติเช่น
-          บังคับให้ชาวจีนโดนผมด้านหน้าออก และไว้ผมเปีย
-          ให้ชาวจีนแต่งการแบบชาวแมนจู
-          ไม่ให้มีการแต่งงานระหว่างชาวจีนและชาวแมนจู
-          ชาวจีนที่จะเข้ารับราชการต้องผ่านการสอบคัดเลือก แต่ชาวแมนจูไม่จ้องสอบ
-          บังคับให้ชาวจีนใช้ภาษาแมนจูเป็นภาษาราชการ
วรรณคดี
มีวรรณคดีสำคัญเกิดขึ้นมากมายเช่นที่ได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิ เฉียนหลุงและ จักรพรรดิคังสีเช่น พจนานุกรมของมีค่าทั้ง 4 (Four Treasuries) นวนิยายเรื่องความฝันจากห้องสีแดง (The Dream of The Red Chamber)
ศิลปะ
เครื่องลายครามเช่น เครื่องถ้วยเปลือกไข่ ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดยุโรป โดยเฉพาะที่ทำขึ้นในมณฑลกวางสี เพราะมีคุณภาพ สีสรรสวยงามที่เขียนลงเครื่องถ้วยลาคราม

ความเสื่อมของราชวงศ์(ชิง)
ช่วยปลายราชวงชิงถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอดอยาก บ้านเมืองชุกชมไปด้วยโจรผู้ร้าย ผู้คนแตกแยก ปัญหาภัยธรรมชาติรุมเล้าซึ่งได้ทำให้ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้รวง อีกทั้งยังถูกขนาบหลังด้วยภัยคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น อันนำไปสู่ความเสื่อของราชวงศ์ชิง สาเหตุความเสื่อมสามารถจำแนกได้ดังนี้

ภัยอันเกิดจากความไม่มั่นคงภายในประเทศ
ระบบการปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพ
กษัตริย์มีอำนาจปกครองเพียงองศ์เดียว ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
- การสืบสันตติวงศ์ไม่แน่นอน การแต่งตั้งกษัตริย์มักจะเลือกที่มีอายุน้อยหรือมากจนเกินไป ทำให้ถูกขุนนางและเจ้านายชักเชิด
การใช้ระบบรายงานลับ เพื่อความคุมขุนนางไม่ให้รวมตัวกันได้จนเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ทำให้ขุนนางแบ่งฝักฝ่ายไม่ไว้ใจกัน เกิดรายงานลับใส่ความฝ่ายตรงข้ามบ่อยครั้ง การเมืองไม่มีประสิทธิภาพ
ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการไม่เป็นไปตามแบบแผน ตำแหน่งไม่ได้เป็นของผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ตกอยู่กับผู้ดีมีอำนาจ เศรษฐี มีการซื้อขายตำแหน่งและสืบทอด ส่งผลให้ขาดความคิดริเริ่มใหม่ในราชการ ขุนนางปฏิบัติตามแบบแผนเดิมเพื่อรักษาตำแหน่ง ช่อราษฎร์บังหลวง ไม่ใส่ใจบ้านเมือง ขาดประสิทธิภาพไร้ประสิทธิผล
ความไม่มั่นคงอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ความแตกต่างทางด้านสังคมทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ก่อให้เกิดกบฏ
สืบเนื่องจากสันติสุขจีน (150 ปีแรก) ผู้คนวางใจในสถานการณ์ จึงทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกิน
- การควบคุมระบบชลระบบชลประทานล้มเหลว ประสบกับภัยธรรมชาติใหญ่หลวง การเกษตรเสียหาย จากโจรผู้ร้ายตามชายฝั่ง ผู้คนอดอยาก
ความไม่ยุติธรรมระหว่างชนชั้น ประชาชนต้องเสียภาษีและถูกเกณฑ์แรงงาน ถูกชนชั้นอภิสิทธิ์ชนกดขี่เอารัดเอาเปรียบ
ราชสำนักใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่นทุ่มงบประมาณกับทางด้านการทหารเพื่อทำศึกภายในและภายนอก, การสร้างพระราชวัง ฯลฯ จนเกิดวิกฤติทางการคลัง รัฐจึงเรียกเกิดภาษีจากประชาชนในอัตราสูงและซ้ำซ้อน ในขณะที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาอดอยากไม่อาจจ่ายภาษีได้  ระบบการคลังของรัฐจึงล้มละลาย
-   เกิดการแตกแยกกันระหว่างบรรดาข้าราชการฝ่ายที่ต้องการพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก กับพวกอนุรักษ์นิยม
-   เกิดกบฏนักมวย มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านราชวงค์แมนจูและพวกผู้ดีในปี ค.ศ. 1900 แต่ด้วยความสามารถของรัฐบาล กบฏจึงกลายเป็นเครื่องเมืองของนาซูสีเพื่อต่อต้านชาวต่างชาติ ต่อมากองทัพพันธมิตรได้ยึดครองปักกิ่ง พระนางชูสีได้หลบหนีออกจากพระราชวัง การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ชาวจีนต้องสูญเสียสิทธิให้แก่ชาวยุโรปเพิ่มขึ้น
- เกิดกบฏไต้ผิง ภายใต้การนำของหวน ชิง ชวน ผู้ที่เลื่อมใสในศาสนาคริสต์ซึ่งต้องการสร้างความเสมอภาคให้กับสังคม ทำให้เกิดความขัดแย่งระหว่างหัวเก่ากับพวกหัวใหม่
- หยวน ซือ ไข เป็นนางทหารผู้ที่ควบคุมกองทัพที่มีประสิทธิภาพที่สุดของจีนร่วมมือกับ ดร. ซุน ยัด เซน ที่เป็นหัวหน้าขบวนการปฏิวัติที่ต้องการปฏิรูปประเทศจีนให้มีความเจริญเทียบเท่าต่างชาติ และต้องการกำจัดพวกแมนจู ร่วมกันทำการปฏิวัติประเทศจีน ผลคือ คณะปฏิวัติชนะและกำจัดพวกแมนจูได้ ทำให้หยวน ซื่อ ไข ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีน โดยมีกรุงปักกิงเป็นเมืองหลวง และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐในปี ค.ศ. 1912 ใช้ชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน
ภัยอันเกิดจากความไม่มั่นคงภายนอกประเทศ

จีนมองว่าตนเป็นมหาอำนาจโลก มีอารยธรรมที่สูงส่งกว่าชาติอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นไปแบบผู้เจริญกับผู้ไม่เจริญ ชาติใดจะเข้าหาต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมจีนอย่างเคร่งครัด เป็นไปตามระบบบรรณาการ ต่างกับชาติตะวันตกที่คิดว่า ทุกชาติมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน
จีนถือว่าการค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นการช่วยเหลืออนุเคราะห์ ต่างชาติจะต้องค้าขายกับพ่อค้าและเมืองท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น
จีนกำหนดราคาซื้อขายตามใจชอบ อัตราภาษีไม่คงที่ และผูกขาดสินค้า
จีนจำกัดเสรีภาพชาวต่างชาติ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อิสระ
จีนใช้กฎหมายกับชาวต่างชาติไม่เป็นธรรม กฎหมายและการศาลของจีนไม่ได้เป็นไปในตามหลักสากล ไม่มีนิติบัญญัติ ใช้จารีตนครบาล มีบทลงโทษที่รุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับชาติต่างขาติเป็นอย่างมาก
ความไม่พอใจของชาวต่างชาติที่มีต่อจีนส่งผลทำให้เกิดสงคราม และสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นับว่าเป็นมหันตภัยของจีน
ภัยจากความไม่มั่นคงจากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่เริ่มประมาณปี ค.ศ. 1842 ประหนึ่งโรคร้ายที่คอยกัดกล่อนจีนและราชวงศ์ชิง แม้จีนจะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาหลากหลายวิธีแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถหายามารักษาอาการไข้ได้อย่างถูกโรค ซ้ำยังทำให้ประเทศทรุดลงไปตามลำดับ จนกระทั้งปี ค.ศ. 1911 จักรวรรดิจีนยังยิ่งใหญ่ที่ปกครองภายใต้ระบอบจักรพรรดิราชย์ต้องปิดฉากลง ถึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณะรัฐในปี ค.ศ. 1912 – 1949 ดังนั้นอนาคตของจีนภายหลังปี ค.ศ. 1949 จึงต้องฝากไว้กับระบอบคอมมิวนิสต์ช่วยแก้ไขต่อไป

โดย กิตติยา อ่อนศรี
อ้างอิง http://www.gotoknow.org/blogs/posts

ปัญหาอิสราเอล – ปาเลสไตน์ (สงครามยิว – อาหรับ 4 ครั้ง)

โดย กิตติยา อ่อนศรี
ความเชื่อดั่งเดิมของชาวยิว
ชาวยิวเชื่อว่า ดินแดนคานาอัน หรือ ปาเลสไตน์ เป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าประธานให้แก่ชาวยิวตาม คำภีร์พันธสัญญาเดิม ชาวยิวเมื่อครั้งก่อนได้กระจัดพัดพรายไปตามดินแดนต่าง ๆ ทั่วยุโรป เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ชาวยิวถูกกวาดต้อนเข้าไปเป็นทาสในอียิปต์ เดินทางไปค้าขายในยุโรปและตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศนั้น ๆ การเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านค้าขาย การเงิน การคลัง ทำให้ชาวยิวเป็นเจ้าหนี้ในหลาย ๆ ประเทศ แม้กระทั้งกษัตริย์เช่นสเปน ยิวได้เก็บดอกเบี้ยราคาแพง เอาเปรียบลูกหนี้มากมาย เมื่อลูกหนี้ไม่มีเงินใช้จึงเกิดการขับไล้กวาดล้างชาวยิวในที่ต่าง ๆ ผนวกกับการที่ประเทศลูกหนี้นับถือศาสนาคริสต์ทำให้ยิวถูกต่อต้านเช่นในสเปน โปรตุเกส เป็นต้น ยิวบางกลุ่มยอมเปลี่ยนศาสนาเพื่อความอยู่รอด บางกลุ่มที่เคร่งครัดได้หลบหนีไปยังประเทศต่าง ๆ และเหตุการณ์ที่สำคัญคือ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939 – 1945) ดินแดนปาเลสไตน์ซึ่งเป็นของอังกฤษ มีชาวอาหรับเข้ามาอาศัยอยู่มาก (อพยพเข้ามาภายหลัง) ชาวยิวในยุโรปได้หลบหนีสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลับมาในดินแดนแห่งนี้ อันเนื่องมาจากความเชื่อเดิมตามพันธสัญญาของพระเจ้า และต้องการพึ่งใบบุญอังกฤษ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง อังกฤษไม่สามารถควบคุมได้

การจัดตั้งรัฐยิว
เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษมอบปาเลสไตน์ให้กับองค์การสหประชาชาติดูแล องค์การสหประชาติ (อเมริกาซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่) มีมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็น 2 รัฐ คือ รัฐยิวและรัฐอาหรับ ส่วนนครศักดิ์สิทธิ์เยลูซาเลมให้อยู่ในภาวะทรัสตี
ฝ่ายยิวยอมรับมติดังกล่าว แต่ฝ่ายอาหรับไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าสหประชาชาติตัดสินไม่ยุติธรรม โดยให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์ว่า พวกตนเคยทำสงครามเพื่อดินแดนของพระมูฮัมหมัดนี้ในศตวรรษที่ 7 จึงอ้างสิทธิในการครอบครองดินแดน ส่วนฝ่ายยิวอ้างว่า ตนเคยครองครองดินแดนแห่งนี้ในสมัยกษัตริย์เดวิท (ผู้รวบรวมชนชาติยิวตามคัมภีร์เดิม)  จึงมีสิทธิในการครอบครองดินแดน ความขัดแย้งที่กล่าวมากลายเป็นชนวนสงครามที่ยาวนานนับครั้งใหญ่ได้  4 ครั้ง และครั้งย่อย ๆ อีกมากมายสืบมาจนถึงปัจจุบัน
สาเหตุปัจจุบันที่ทำให้เกิดความขัอแย้งขั้นรุนแรงคือ การก่อตั้งรัฐยิวนั่นเอง

สงครามยิวอาหรับ
สงครามยิว-อาหรับ ครั้งที่ 1 ปี 1948
วันที่ 14 พ.ย. 1948 ยิวประกาศความเป็นชาติโดยจัดตั้งรัฐอิสราเอล สร้างความไม่พอใจให้กับชาวอาหรับ อีก 2 วัน ต่อมา กองทัพอาหรับ 6 ประเทศ ได้แก่ อียิปต์ (ผู้นำ) ซีเรีย เลบานอน จอร์แดน อิรักและซาอุดิอารเบียเข้าโจมตีอิสราเอล สงครามครั้งนี้อิสราเอลเป็นฝ่ายชนะ ยึดดินแดนได้มากกว่าที่สหประชาชาติให้ และถือว่าเป็นสงครามเพื่ออิสรภาพของชาวยิว แต่ฝ่ายอาหรับสามารถยึดกรุงเยรูซาเลมฝั่งตะวันตกและเขตเวสแบงค์ได้

สงครามยิว-อาหรับ ครั้งที่ 2 ปี 1956
อิสราเอลเป็นฝ่ายโจมตีอียิปต์  เพราะอียิปต์ได้เสริมกำลังเพื่อล้มล้างอิสราเอลอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังยึดคลองสุเอชแต่เพียงผู้เดียว สงครามครั้งนี้อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงเพราะไม่พอใจที่อียิปต์ยึดครองคลองสุเอส และยังสร้างความวุ่นวายต่อไปอีกคือ รัสเซียยื่นคำขาดต้องการให้อังกฤษกับฝรั่งเศสถอนตัว ซึ่งเอมริกาเห็นด้วยกับรัสเซีย เรียกสงครามครั้งนี้ว่า “วิกฤตการณ์คลองสุเอสผลคือ อิสราเอล อังกฤษ ฝรั่งเศสถอนตัวออกจากดินแดนอียิปต์ อิสราเอลได้ผลประโยชน์คือ สิทธิในการใช้น่านน้ำอากาบาตังเดิม และได้รับความคุ้มครองในฉนวนกาซ่าจากกองกำลังสหประชาชาติ

สงครามยิว-อาหรับ ครั้งที่ 3 ปี 1967
อียิปต์ปิดอ่าวอากาบา ห้ามไม่ให้เรือสินค้าของอิสราเอลผ่าน สร้างความเสียหายให้กับเศราฐกิจอิสราเอล อียิปต์ร้องให้กองกำลังสหประชาติถอนกำลังจากฉนวนกาซ่าและพรมแดนระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล เมื่อกองกำลังสหประชาชาติถอนตัว กองทัพอียิปต์เคลื่อนพลเข้ามาแทนที่เข้ายึดฉนวนกาซา สงครามจึงเกิดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 1967   สงคราม กินเวลาเพียง 6 วัน ครั้งนี้อิสราเอลยึดดินแดนอาหรับได้มากมาย เช่น ฉนวนกาซา คาบสมุทรไซนาย ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนหรือเขตเวสต์แบงก์ ทั้งหมด และยึดเยรูซาเลมกลับมาได้ อีกทั้งยังยึดที่ราบสูงโกลานของซีเรียได้อีกด้วย ทำให้ดินแดนของอิสราเอลขยายตัวออกไปถึง 4 เท่า นับว่าเป็นความสูญเสียมากที่สุดของชาติอาหรับ เรียกสงครามครั้งนี้ว่า “สงคราม 6 วัน

สงครามยิว-อาหรับ ครั้งที่ 4 ปี 1973
ฝ่ายอาหรับเริ่มบุกใน “วันยมคิปเปอร์” ซึ่งเป็นวันหยุดงานของชาวยิว ฝ่ายอาหรับนำโดยอียิปต์รุกข้ามคลองสุเอซ ขณะที่ซีเรียบุกทางเหนือ การบุกอย่างราวเร็วแบบศึกกสองด้านนี้เพราะ การได้เปรียบบนโต๊ะประชุมที่มีการเจรจากันก่อนหน้านี้, กลัวอิสราเอลจะเริ่มสงครามก่อนเพราะต้องแก้แค้นที่ถูกโจมตีครั้งใหญ่ถึง 3 ครั้ง, ต้องการได้ดินแดนที่เสียไปคืนมาอย่างรวดเร็ว, ชาติอาหรับต้องการล้างอายในสงครามครั้งที่ผ่าน ๆ มา  ในครั้งแรกอิสราเอลเป็นฝ่ายถอย แต่ก็สามารถตีโต้อาหรับกลับไปทั้งสองด้าน และยังสามารถยึดฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซไว้ได้อีก
สงครามครั้งนี้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลก อเมริกาเข้าช่วยฝ่ายอิสราเอล รัสเซียเข้าช่วยอาหรับ อาหรับใช้น้ำมันเป็นเครื่องต่อรอง เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันไปทั่วโลก การปะทะกันเป็นไปอย่างรุนแรงจนจะกลายเป็นสงครามนิวเคียร์ สหประชาติส่งทหารเข้ามาระงับเหตุ ทั้งสองฝ่ายจึงลงนามหยุดยิง

ผลกระทบของสงครามที่มีผลต่อนาน ๆ ประเทศ
-  ความเสียหายทางเศรษฐกิจ สงครามทั้ง 4 ครั้งทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก ผู้คนขาดที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจของอิสราเอลและอียิปต์ตกต่ำ โดยเฉพาะอียิปต์สูญเสียรายได้จากการเก็บค่าผ่านคลองสุเอส และต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซมคลองสุเอส
-  ความแตกแยกภายในกลุ่มประเทศอาหรับ เมื่อสงครามสงบลง อียิปต์ทำตามข้อตกลงที่แคมป์เดวิด กลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอียิปต์ มองว่าอียิปต์เป็นผู้ทรยศ จนนำไปสู้การลอบสังหารประธานาธิบดีซาดัสของอียิปต์ ในปี ค.ศ. 1982 กลุ่มประเทศอาหรับเกิดการแตกแยก ไม่ยอมทำตามผู้นำโลกอาหรับเช่นอียิต์เหมือนเช่นเคย
-   เพิ่มการเป็นศตรุและความเกลียดชังให้กับชาวยิวและชาวอาหรับ การที่ชาวยิวยึดดินแดนของชาวอาหรับได้จำนวนมากถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
-  ผู้คนทั้งชาวยิวชาวอาหรับบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล ผู้คนจำนวนมากขาดแคลนที่อยู่อาศัย ทำให้เป็นภาระของนา ๆ ประเทศโดยเฉพาะองค์กรสหประชาติเข้ามาช่วยเหลือ
-  เนื่องจากเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน จึงมีผลโดยตรงวต่อการผลิตน้ำมันและราคาน้ำมัน ทำให้น้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันขึ้นสูง
นอกจากสงครามทั้ง 4 ครั้งที่กล่าวไป ยังมีการสู้รบย่อย ๆ อีกบ่อยครั้งซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากไม่พอใจของชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ชาวยิวปกครอง เช่น ที่ราสูงโกลาน เขตเวสแบงค์ ฉนวนกาซา ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน เป็นต้น  ผู้นำในการก่อความวุ่นวายเช่นกลุ่มฮามาส ชาวอาหรับไม่พอใจต่อการปกครองของชาวยิวที่กดขี่ ไม่เป็นธรรม ไร้มนุษยธรรม เช่นการจำกัดที่อยู่ของชาวอาหรับ การเข้ายึดที่ดินเดิมของชาวอาหรับ การให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกันเป็นต้น ชาวอาหรับจึงทำการสู้รบแบบกองโจน ระเบิดพลีชีพ ลอบสังหารผู้นำคนสำคัญและบุคคลสำคัญของชาวยิว เป็นต้น เพื่อปลดแอกตนเองการปกครองของชาวยิว จัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ เรียกการต่อสู้ของชาวอาหรับนี้ว่า ขบวนการอินติฟาดา” (Intifada) ซึ่งยังมีอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

สงครามโลกครั้งที่ ๑

http://www.youtube.com/watch?v=6TcPG84xj8o

สงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นสงครามความขัดแย้งบนฐานการล่าอาณานิคม ระหว่างมหาอำนาจยุโรปสองค่าย คือ ฝ่ายไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบไปด้วยเยอรมนี และอิตาลี กับฝ่าย (Triple Entente) ประกอบไปด้วยบริเตนใหญ่ ฝรั่งเศสและรัสเซีย เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 – 1918

ประวัติ

ในสมัยบิสมาร์คเป็นผู้นำในการสร้างจักรวรรดินิยมเยอรมัน เมื่อบิสมาร์ครบชนะฝรั่งเศส และประกาศจักรวรรดิเยอรมันแล้วจึงดำเนินการตั้ง The Three Emperor's League ซึ่งแสดงความเป็นสัมพันธมิตรระหว่าง เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ด้วยเจตนาสำคัญประการแรกคือ ป้องกันการแก้แค้นของฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังเมื่อออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กัน จนมิอาจเป็นพันธมิตรต่อกันได้ บิสมาร์คจึงชักชวนอิตาลีเข้าแทนที่รัสเซีย จึงเกิด Triple Alliance ขึ้น

ครั้งบิสมาร์คหมดอำนาจลง จักรพรรดิเยอรมัน (Kaiser Wilhelm II) ทรงเลิกนโยบายเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และสร้างความไม่พอใจให้อังกฤษด้วยการเริ่มโครงการขยายกองทัพเรือและขยายอิทธิพลดินแดนตะวันออก ฝรั่งเศสจึงได้โอกาสเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับรัสเซียและเข้าใจอันดีกับอังกฤษ และในที่สุดเมื่อทั้งสามมหาอำนาจตกลงในความขัดแย้งเรื่องอาณานิคมที่เคยมีต่อกันได้แล้ว จึงจัดตั้ง Triple Entente ในปี ค.ศ. 1907

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 เมื่อ อาร์คดยุคฟรานซิส เฟอร์ดินัลด์ (Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการีและพระชายาถูกลอบปลงพระชนม์ที่เมืองซาราเจโวในแคว้นบอสเนีย โดยนักศึกษาชาตินิยมชาวเซอร์เบีย ชื่อ กาวริลโล ปรินซิป (Gavrilo Princip)รัฐบาลออสเตรีย-ฮังการีจึงตัดสินใจจะทำลายล้างเซอร์เบียให้ราบคาบ และเมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากเยอรมนี จึงยื่นข้อเรียกร้องที่เซอร์เบียไม่อาจยอมรับได้ ออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย รัสเซียได้เข้าสนับสนุนเซอร์เบียและระดมพลเตรียมต่อสู้ เยอรมนีจึงได้เรียกร้องมิให้รัสเซียและฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซง ครั้นสองมหาอำนาจไม่ปฏิบัติตาม เยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1914 และฝรั่งเศสในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ตามลำดับ

หลังจากเยอรมนีประกาศสงครามกับรัสเซียและฝรั่งเศสแล้ว ได้เคลื่อนกำลังพลเข้าละเมิดความเป็นกลางของประเทศเบลเยียมเพื่อขอเป็นทางผ่านในการบุกฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1914 มหาอำนาจในยุโรปจึงเข้าสู่สงคราม ยกเว้นอิตาลีที่เข้าร่วมในปี ค.ศ. 1915

ฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-อังการี อิตาลีได้ตุรกีและบัลแกเรียเป็นพันธมิตร ตุรกีเข้าโจมตีจักรวรรดิเปอร์เซีย บัลแกเรียเข้าผนวกโรมาเนีย แอลเบเนีย และโจมตีกรีซ ซึ่งต่อมาถูกเรียกโดยรวมว่าฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers) ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามฝ่ายพันธ-มิตร (the Allies)ได้ประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศเข้าร่วม รวมทั้งประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น แต่ในปี ค.ศ. 1917 รัสเซียได้ถอนตัวออกจากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากเลนินผู้นำกลุ่มบอลเชวิคส์ทำการปฏิวัติทางการเมืองขึ้นในรัสเซีย และสหรัฐอเมริกาก็ได้เข้ามาแทนที่รัสเซีย หลังจากเยอรมนีประกาศจะใช้เรือดำน้ำทำลายเรือข้าศึกและเรือสินค้าของทุกชาติโดยไม่มีขอบเขต สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 โดยส่งทหารอาสาสมัครเข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรปจำนวน 1200 คน

ในช่วงแรกของสงคราม มหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่หลังจากที่อเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร พร้อมกับส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลเกือบ 5 ล้านคน ทำให้พันธมิตรกลับมาได้เปรียบและสามารถเอาชนะฝ่ายมหาอำนาจกลางได้อย่างเด็ดขาด ในที่สุดเมื่อฝ่ายมหาอำนาจกลางยอมแพ้และเซ็นต์สัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน 4 ปี 5 เดือนจึงยุติลงอย่างเป็นรูปธรรม


แหล่งอ้างอิง www.school.net.th/library/create-web/10000/.../10000-5933.htm

สงครามอิตาลีครั้งที่ 2

            สงครามอิตาลี (ค.ศ. 1499-1504) หรือ สงครามอิตาลีครั้งที่ 2 หรือ สงครามอิตาลีของหลุยส์ที่ 12 หรือ สงครามชิงเนเปิลส์ (อังกฤษ: Italian War of 1499–1504 หรือ Second Italian War หรือ Louis XII's Italian War หรือ War over Naples) เป็นส่วนหนึ่งของมหาสงครามอิตาลี (ค.ศ. 1494-1559) ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1499 จนถึง ค.ศ. 1504 สงครามอิตาลีครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสและพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งสเปนโดยมีผู้สนับสนุนในจากมหาอำนาจในอิตาลี หลังจากสงครามอิตาลีครั้งที่ 1 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงดำเนินความพยายามในการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ของอาณาจักรดยุคแห่งมิลานและราชอาณาจักรเนเปิลส์ต่อไป
            ในปี ค.ศ. 1499 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับสาธารณรัฐเวนิสและสวิส และทรงนำทัพมารุกรานอาณาจักรดยุคแห่งมิลาน เมื่อลุโดวิโค สฟอร์ซา ดยุคแห่งมิลาน (Ludovico Sforza) กลับมาจาการไปจ้างทหารรับจ้างสวิสก็พบว่ามิลานถูกยึดครองโดยจาน จิอาโคโม ทริวูลซิโอ (Gian Giacomo Trivulzio) ผู้เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ไม่นานกองทัพของลุโดวิโคก็แตกระส่ำระสาย และลุโดวิโคเองถูกจับตัวไปขังไว้ในฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1501 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาเทรนเทกับจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาออสเตรียรับรองการยึดดินแดนของฝรั่งเศสทางตอนเหนือของอิตาลีทั้งหมด
            จากนั้นพระเจ้าหลุยส์ก็ทรงมีความมั่นพระทัยจากการที่ทรงได้รับความสำเร็จ จนไปทรงทำพันธสัญญาพันธมิตรกับพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งสเปนเพื่อต่อต้านเนเปิลส์ โดยทรงเสนอแบ่งเนเปิลส์ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ทรงยินดีตกลงตามข้อเสนอในสนธิสัญญากรานาดาที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1500 ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาสเปนสนับสนุนฝรั่งเศสในการอ้างสิทธิในราชอาณาจักรเนเปิลส์ เป็นการแลกเปลี่ยนกับดินแดนที่จะทรงได้รับจากการแบ่ง
             ในปี ค.ศ. 1501 กองทัพฝรั่งเศสและสเปนก็ยึดเนเปิลส์ แต่หลังจากนั้นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ทรงทะเลาะกันเรื่องการแบ่งดินแดนที่ได้มา พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ทรงยืนยันให้ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของทั้งเนเปิลส์ และ ซิซิลี ที่เป็นผลให้นำไปสู่สงครามระหว่างฝรั่งเศสและสเปน หลังจากที่ทรงได้รับความพ่ายแพ้ในยุทธการแซรินโยลา (Battle of Cerignola) และ ยุทธการการิกลิอาโน (Battle of Garigliano) ต่อสเปนภายใต้การนำของ กอนซาโล แฟร์นานเดซ เดอ คอร์โดบา พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงจำต้องเลิกยึดเนเปิลส์และถอยทัพกลับไปยังลอมบาร์ดี

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามอิตาลี_(ค.ศ._1499-1504)

สงคราม เกาะ ฮิโรชิมา