หลังจากพรรคชาตินิยมประสบความสำเร็จในการรวมประเทศโดยปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก และทำการปราบปรามเหล่าขุนศึกแล้ว ในที่สุดพรรคชาติยมได้ครอบครองประเทศ โดยระบบการปกครองของพรรคชาตินิยมเรียกว่าระบบนานกิง (Nanking Regime of 1927 - 1949)
โครงสร้างการปกครอง
ในสมัยในระบอบนานกิง จีนจะมีรัฐธรรมนูญประกาศแล้วถึง 3 ฉบับตั้งแต่ค.ศ. 1912 เป็นต้นมา แต่ปี ค.ศ. 1928 พรรคชาตินิยมมีโครงสร้างหลักประกอบด้วยองค์กรสูงสุดสภาแห่งชาติ องค์กรรองลงมาคือ คณะกรรมการกลางบริหาร การปกครองถือพรรคชาตินิยมเป็นองค์กรสูงสุด พรรคเลือกตำแหน่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดีคือผู้บริหารสูงสุด ระบบราชการแบ่งเป็น 5 ฝ่าย (Yuans) ได้แก่
1. ฝ่ายบริหาร คือคณะรัฐมนตรี รับผิดชอบต่อพรรคและประธานาธิบดี
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ตรากฎหมาย
3. ฝ่ายตุลาการ มีหน้าที่ตีความกฎหมายและประสานการบริหารระบบศาล
4. ฝ่ายจัดสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการผลเรือน
5.ฝ่ายควบคุม มีหน้าที่กำกับดูแลราชการแผ่นดิน
จาก พรรคชาตินิยมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้พรรคมีอำนาจสูงสุดเหนือรัฐบาล ระบอบนานกิงไม่มีระบบรัฐสภาอย่างแท้จริง ระบบราชการทั้ง 5 ฝ่ายมีประทานและรองประทาน ล้วนแต่เป็นสมาชิกของพรรคชาตินิยม พรรคคือศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐ ดำเนินการบริหารประเทศเพียงหนึ่งพรรค ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า ระบอบนานกิงคือระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
สาเหตุที่ระบอบนานกิงเป็นระบอบเผด็จการทหาร
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปรกครองมาเป็นระบบสาธารณรัฐ ประเทศจีนต้องเผชิญภัยต่าง ๆ มากมายนับตั่งแต่ภัยขุนศึก ภัยคอมมิวนิสต์ ภัยจากจักรวรรดินิยมและจากญี่ปุ่น การรวมปะเทศและการปกครองจำเป็นมีความจำเป็นต้องใช้พลังอำนาจทางทหาร เพื่อรักษาความมั่งคงภายในและภายนอกประเทศรวมถึงรักษาความเป็นระเบียบแบบแผนในสังคม
ระบอบนานกิงต่อต้านจักรวรรดินิยมจากภายนอกประเทศและต่อต้านสงครามชนชั้นภายในประเทศชนชนั้นการปกครองของระบบนานกิงมีความใกล้ชิดผูกพันกับชุมชนเมืองและนคร ใกล้ชิดกับขุนศึกและเจ้าของที่ดินมากกว่าชาวไร่ชาวนา
ระบอบไม่มีลักษณะเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริง
ระบอบนานกิงแผ่ขยายอำนาจครอบงำทุกสถาบันหลักในสังคมจนสามารถตั้งการปกครองแบ่งเป็นลำดับชั้น สามารถครอบงำนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถ สามารถบังคับขุนศึก อาวุธ และกองทัพ ระบอบนานกิงไม่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย ไม่มีลักษณะเป็นระบอบนานทุน ไม่ลักษณะเป็นระบอบสังคมนิยม และไม่มีลักษณะเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างแท้ ระบบนานกิงไม่สามารถพัฒนาตนเองให้มีลักษณะเผด็จการเบ็ดเสร็จเต็มรูปแบบได้ เพราะประชาชนชาวจีนยังไม่รู้หนังสือมากพอ ประเทศชาติยังไม่มีเทคโนโลยีชำนานการเฉพาะทางเพียงพอ การพัฒนาประเทศชาติในระบอบนี้มีลักษณะพัฒนาประเทศชาติให้ทันสมัยแบบตะวันตกเท่านั้น
เศรษฐกิจแบบนานกิง
ระบอบนานกิงมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญทันสมัยและมั่งคงแข็งแรงเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญขอการพัฒนาประเทศ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจจึงเน้นอุตสาหกรรมและพานิชยกรรมเป็นหลัก โดยรับการสนับสนุนจากวงการพ่อค้าและธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยการที่มีผู้สนับสนุนดังที่กล่าวมาจึงทำให้ระบบนานกิงประสบความสำเร็จในการพัฒนาทุนนิยมซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ.1828 – 1937 โดยมีนโยบายพัฒนาทางด้านการคลังและสถาบันการเงินสำคัญดังนี้
- มุ่งพัฒนาให้มีระบบภาษีที่เป็นอิสระ เพิ่มพูนรายได้จากภาษีศุลกากร ปฏิรูปการจัดเก็บภาษี และล้มเลิกภาษีผ่านด่านภายในประเทศ
- ปรับเปลี่ยนหนี้ต่างประเทศและเงินกู้ต่างประเทศ
- พัฒนาการธนาคารให้เป็นสถาบันอิสระ มีการตั้งสาขาธนาคาร ส่งเสริมการร่วมมือกันระหว่างธนาคาร
- ยกเลิกระบบเงินตราที่มีหลายระบบ ปฏิรูปเงินโดยกำหนดใช้ธนบัตร มีธนาคารควบคุมการเงินและสินเชื่อ โอนกิจการแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นของรัฐ และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินตรา
- ส่งเสริมการให้สินเชื่อระยะยาวแก่กิจกรรมอุตสาหกรรม
ข้อเสียของนโยบายคือ มิได้เอื้ออำนวยประโยชน์แก่ชาวไร่ชาวนา และไม่มีสถาบันทางการเงินใดให้สินเชื่อแก่ชาวนาอย่างแท้จริง โครงการพัฒนาชนบทไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาโครงการทางด้านการเกษตรเท่าใดนัก เพียงแค่ยกเลิกการเก็บภาษีที่ดิน มีไม่กี่โครงการที่ทำได้จริง เช่น การจัดสรรที่ดินที่มาจากการหักร้างถางพงเพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูก การปลูกป่า ระบบชลประทาน การปราบศตรูพืช การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืช การปศุสัตว์
รายได้หลักของระบอบนานกิงมาจากภาษีศุลกากรริมทะเลและสินค้าบริโภคที่มีปริมาณชื้อขายคราวละมาก ๆ อาทิ แป้ง เกลือ ยาสูบ ระบบการจัดเก็บภาษีก็เป็นแบบถอยหลัง จะเก็บเงินจากผู้มีรายได้น้อยมากกว่าผู้มีรายได้สูง การจัดเก็บภาษีนี้ทำให้ผู้คนยากจน ไม่มีเงินสินค้า บริการ และปัจจัยสี่
การพัฒนาอุตสาหกรรม
การปกครองในระบอบนานกิงเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกินเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมตามเมืองท่า และพัฒนาอุตสาหกรรมทหารแมนจู
การพัฒนาอุตสาหกรรมตามเมืองท่า
เป็นแบบเฉพาะจุด เป็นพื้นที่มิได้กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งเน้นไปตามเมืองท่าสำคัญ โดยเน้นอุตสาหกรรมเบา เช่นเครื่องอุปโภคบริโภค โดยมีนายทุนจีนให้การสนับสนุน แต่อุตสาหกรรมหนักนั้นยังเป็นของชาติมหาอำนาจตะวันตกและโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ประมาณหนึ่งในสี่อุตสาหกรรมปั่นฝ้ายเป็นกิจการของญี่ปุ่น
การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบแมนจูเลีย
เป็นแบบอุตสาหกรรมทหาร โดยมีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุน เป็นกิจการกึ่งทางการเช่น การรถไฟสายแมนจูเลียใต้ ญี่ปุ่นมีจุดมุ่งหมายคือ อุตสาหกรรมหนัก พัฒนาระบบการขนส่ง คมนาคม การสื่อสาร เหมือนแร่ อุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อประโยชน์ทางด้านการทหารโดยตรง โดยแมนจูเลียเป็นแหล่งทุน และศูนย์กลางการผลิต ประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบแมนจูเลียจับตกอยู่กับจีนคอมมิวนิสต์มีขีดความสามารถในการรับสืบทอดมากกว่าระบอบนานกิง
การขยายเศรษฐกิจของเครือข่ายตะวันตกและญี่ปุ่นที่ครอบงำและควบคุมอุตสาหกรรมจีน ได้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนไปโดยปริยาย การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะเนื้อแท้ของสังคมจีนที่เป็นสังคมกึ่งอาณานิคมกึ่งศักดินา
เศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ เกิดชนชั้นนายทุน ชนชั้นแรงงาน ทรัพยากรที่จีนพัฒนาขึ้นมาได้ส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือของระบบทหารและข้าราชการผู้เป็นนายทุน เจ้าของที่ดิน ผู้ใช้แรงงานมีแต่จนลง รัฐและชนชั้นนายทุนมักเอาเปรียบชนชั้นแรงงาน เกิดปัญหาการนัดหยุดงานบ่อยครั้ง จากความเอารัดเอาเปรียบนี้เองส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์กลับเข้ามาบทบาทในการบริหารประเทศภายหลังปี ค.ศ. 1949
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เจียงไคเช็ค ใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจและกิจการทั้งหมดของเอกชน โดยที่รัฐดำเนินการเองทั้งหมด สร้างอุตสาหกรรมทหาร ตั้งคณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูแลจัดการบริหารทรัพยากร (N.R.C.) และควบคุมอุตสาหกรรมทั้งหมด อีกทั้งญี่ปุ่นยังปรับปรุงของโครงเศรษฐกิจของทุกเมืองในจีนที่ตนเป็นเจ้าของ เพื่อให้ตอนสนองอุตสาหกรรมแบบทหารทั้งหมด ระบอบนานกิงจึงเป็นระบอบเผด็จการทหารผู้ประสบความสำเร็จ แม้จะอยู่ในภาวะสงครามแต่อุตสาหกรรมก็เจริญเติบโต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น