วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

สงครามโลกครั้งที่ ๑

http://www.youtube.com/watch?v=6TcPG84xj8o

สงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่1

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นสงครามความขัดแย้งบนฐานการล่าอาณานิคม ระหว่างมหาอำนาจยุโรปสองค่าย คือ ฝ่ายไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบไปด้วยเยอรมนี และอิตาลี กับฝ่าย (Triple Entente) ประกอบไปด้วยบริเตนใหญ่ ฝรั่งเศสและรัสเซีย เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 – 1918

ประวัติ

ในสมัยบิสมาร์คเป็นผู้นำในการสร้างจักรวรรดินิยมเยอรมัน เมื่อบิสมาร์ครบชนะฝรั่งเศส และประกาศจักรวรรดิเยอรมันแล้วจึงดำเนินการตั้ง The Three Emperor's League ซึ่งแสดงความเป็นสัมพันธมิตรระหว่าง เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ด้วยเจตนาสำคัญประการแรกคือ ป้องกันการแก้แค้นของฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังเมื่อออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กัน จนมิอาจเป็นพันธมิตรต่อกันได้ บิสมาร์คจึงชักชวนอิตาลีเข้าแทนที่รัสเซีย จึงเกิด Triple Alliance ขึ้น

ครั้งบิสมาร์คหมดอำนาจลง จักรพรรดิเยอรมัน (Kaiser Wilhelm II) ทรงเลิกนโยบายเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และสร้างความไม่พอใจให้อังกฤษด้วยการเริ่มโครงการขยายกองทัพเรือและขยายอิทธิพลดินแดนตะวันออก ฝรั่งเศสจึงได้โอกาสเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับรัสเซียและเข้าใจอันดีกับอังกฤษ และในที่สุดเมื่อทั้งสามมหาอำนาจตกลงในความขัดแย้งเรื่องอาณานิคมที่เคยมีต่อกันได้แล้ว จึงจัดตั้ง Triple Entente ในปี ค.ศ. 1907

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 เมื่อ อาร์คดยุคฟรานซิส เฟอร์ดินัลด์ (Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการีและพระชายาถูกลอบปลงพระชนม์ที่เมืองซาราเจโวในแคว้นบอสเนีย โดยนักศึกษาชาตินิยมชาวเซอร์เบีย ชื่อ กาวริลโล ปรินซิป (Gavrilo Princip)รัฐบาลออสเตรีย-ฮังการีจึงตัดสินใจจะทำลายล้างเซอร์เบียให้ราบคาบ และเมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากเยอรมนี จึงยื่นข้อเรียกร้องที่เซอร์เบียไม่อาจยอมรับได้ ออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย รัสเซียได้เข้าสนับสนุนเซอร์เบียและระดมพลเตรียมต่อสู้ เยอรมนีจึงได้เรียกร้องมิให้รัสเซียและฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซง ครั้นสองมหาอำนาจไม่ปฏิบัติตาม เยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1914 และฝรั่งเศสในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ตามลำดับ

หลังจากเยอรมนีประกาศสงครามกับรัสเซียและฝรั่งเศสแล้ว ได้เคลื่อนกำลังพลเข้าละเมิดความเป็นกลางของประเทศเบลเยียมเพื่อขอเป็นทางผ่านในการบุกฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1914 มหาอำนาจในยุโรปจึงเข้าสู่สงคราม ยกเว้นอิตาลีที่เข้าร่วมในปี ค.ศ. 1915

ฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-อังการี อิตาลีได้ตุรกีและบัลแกเรียเป็นพันธมิตร ตุรกีเข้าโจมตีจักรวรรดิเปอร์เซีย บัลแกเรียเข้าผนวกโรมาเนีย แอลเบเนีย และโจมตีกรีซ ซึ่งต่อมาถูกเรียกโดยรวมว่าฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers) ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามฝ่ายพันธ-มิตร (the Allies)ได้ประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศเข้าร่วม รวมทั้งประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น แต่ในปี ค.ศ. 1917 รัสเซียได้ถอนตัวออกจากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากเลนินผู้นำกลุ่มบอลเชวิคส์ทำการปฏิวัติทางการเมืองขึ้นในรัสเซีย และสหรัฐอเมริกาก็ได้เข้ามาแทนที่รัสเซีย หลังจากเยอรมนีประกาศจะใช้เรือดำน้ำทำลายเรือข้าศึกและเรือสินค้าของทุกชาติโดยไม่มีขอบเขต สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 โดยส่งทหารอาสาสมัครเข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรปจำนวน 1200 คน

ในช่วงแรกของสงคราม มหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่หลังจากที่อเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร พร้อมกับส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลเกือบ 5 ล้านคน ทำให้พันธมิตรกลับมาได้เปรียบและสามารถเอาชนะฝ่ายมหาอำนาจกลางได้อย่างเด็ดขาด ในที่สุดเมื่อฝ่ายมหาอำนาจกลางยอมแพ้และเซ็นต์สัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน 4 ปี 5 เดือนจึงยุติลงอย่างเป็นรูปธรรม


แหล่งอ้างอิง www.school.net.th/library/create-web/10000/.../10000-5933.htm

สงครามอิตาลีครั้งที่ 2

            สงครามอิตาลี (ค.ศ. 1499-1504) หรือ สงครามอิตาลีครั้งที่ 2 หรือ สงครามอิตาลีของหลุยส์ที่ 12 หรือ สงครามชิงเนเปิลส์ (อังกฤษ: Italian War of 1499–1504 หรือ Second Italian War หรือ Louis XII's Italian War หรือ War over Naples) เป็นส่วนหนึ่งของมหาสงครามอิตาลี (ค.ศ. 1494-1559) ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1499 จนถึง ค.ศ. 1504 สงครามอิตาลีครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสและพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งสเปนโดยมีผู้สนับสนุนในจากมหาอำนาจในอิตาลี หลังจากสงครามอิตาลีครั้งที่ 1 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงดำเนินความพยายามในการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ของอาณาจักรดยุคแห่งมิลานและราชอาณาจักรเนเปิลส์ต่อไป
            ในปี ค.ศ. 1499 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับสาธารณรัฐเวนิสและสวิส และทรงนำทัพมารุกรานอาณาจักรดยุคแห่งมิลาน เมื่อลุโดวิโค สฟอร์ซา ดยุคแห่งมิลาน (Ludovico Sforza) กลับมาจาการไปจ้างทหารรับจ้างสวิสก็พบว่ามิลานถูกยึดครองโดยจาน จิอาโคโม ทริวูลซิโอ (Gian Giacomo Trivulzio) ผู้เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ไม่นานกองทัพของลุโดวิโคก็แตกระส่ำระสาย และลุโดวิโคเองถูกจับตัวไปขังไว้ในฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1501 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาเทรนเทกับจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาออสเตรียรับรองการยึดดินแดนของฝรั่งเศสทางตอนเหนือของอิตาลีทั้งหมด
            จากนั้นพระเจ้าหลุยส์ก็ทรงมีความมั่นพระทัยจากการที่ทรงได้รับความสำเร็จ จนไปทรงทำพันธสัญญาพันธมิตรกับพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งสเปนเพื่อต่อต้านเนเปิลส์ โดยทรงเสนอแบ่งเนเปิลส์ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ทรงยินดีตกลงตามข้อเสนอในสนธิสัญญากรานาดาที่ลงนามกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1500 ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาสเปนสนับสนุนฝรั่งเศสในการอ้างสิทธิในราชอาณาจักรเนเปิลส์ เป็นการแลกเปลี่ยนกับดินแดนที่จะทรงได้รับจากการแบ่ง
             ในปี ค.ศ. 1501 กองทัพฝรั่งเศสและสเปนก็ยึดเนเปิลส์ แต่หลังจากนั้นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ทรงทะเลาะกันเรื่องการแบ่งดินแดนที่ได้มา พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ทรงยืนยันให้ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของทั้งเนเปิลส์ และ ซิซิลี ที่เป็นผลให้นำไปสู่สงครามระหว่างฝรั่งเศสและสเปน หลังจากที่ทรงได้รับความพ่ายแพ้ในยุทธการแซรินโยลา (Battle of Cerignola) และ ยุทธการการิกลิอาโน (Battle of Garigliano) ต่อสเปนภายใต้การนำของ กอนซาโล แฟร์นานเดซ เดอ คอร์โดบา พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงจำต้องเลิกยึดเนเปิลส์และถอยทัพกลับไปยังลอมบาร์ดี

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามอิตาลี_(ค.ศ._1499-1504)

สงคราม เกาะ ฮิโรชิมา